หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    เมษายน - 2561 
    อา
    พฤ
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    20
    21
    22
    24
    25
    27
    28
    29
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    ท่องโลกภาษี

    jan1_6_712 

    หราชอาณาจักรวางแนวทางใหม่ในการควบคุมดูแลเรื่องการกำหนดราคาโอน

    สรรพากรและศุลกากรสหราชอาณาจักร (HMRC) ออกแนวปฏิบัติใหม่เกี่ยวกับการกำหนดราคาโอนที่เข้มงวดและรัดกุมมากขึ้น ซึ่งนอก จากวางแนวทางการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่ประเมินแล้ว ยังครอบคลุมถึงการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์และการออกนโยบายภาษีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ นโยบายควบคุมการกำหนดราคาโอนใหม่นี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากบทวิเคราะห์ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอน

    ร่างแนวปฏิบัติใหม่นี้ได้มีการตีพิมพ์ เป็นเอกสารเพื่อการให้ข้อคิดเห็นหรือคำแนะนำในช่วงการปรึกษาหารือกับประชาชน (Public Consultation) เมื่อเดือนมิถุนายน 2550 และ ได้มีประชาชนให้ความเห็นชอบกับร่างดังกล่าว จึงได้มีการนำมาประยุกต์ใช้จริง

    ในส่วนของการเตรียมการภายใน HMRC ได้แต่งตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอนและเตรียมการจัดอบรมเพื่อยกระดับความสามารถของผู้เชี่ยวชาญดังกล่าว มีการ จัดทำแผนการพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการกำหนดราคาโอนให้แล้วเสร็จภายใน 18 หรือ 36 เดือน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนในแต่ละกรณี นอกจากนี้ยังได้มีการปรับกระบวนการบริหารภายในซึ่งจะเริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม 2551 โดยจะเน้นในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรในการบริหารความเสี่ยงและในการดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ไว้ในยุทธศาสตร์ขององค์กร และคาดว่าในเดือนเมษายน 2551 จะสามารถเปิดเผยสถิติเกี่ยวกับระยะเวลาโดยเฉลี่ยในดำเนินการพิจารณาคำร้องและอายุเฉลี่ยของการยื่นคำร้องสำหรับคำร้องที่ยื่นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2551 (มกราคม-มีนาคม 2551)

    ผู้ประกอบการเยอรมันไม่พร้อมรับการปฏิรูปภาษี

    จากการสำรวจของ Sage พบว่าผู้ประกอบ การธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางของเยอรมนีส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงในระบบภาษีและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อธุรกิจของตนจากการปฏิรูปภาษีซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2551

    Sage (ผู้ผลิตซอฟท์แวร์) ทำการสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่างธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง 1,000 ราย ปรากฏว่าเจ้าของกิจการบางรายไม่ทราบเกี่ยวกับการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและผลกระทบของกฎหมายภาษีใหม่ ต่อการหักค่าเสื่อม ตัวอย่างเช่น ร้อยละ 41 ไม่ทราบถึงผลกระทบของกฎหมายใหม่ต่อภาระภาษีของตนในอนาคต ในขณะที่ร้อยละ 23 ไม่ทราบเกี่ยวกับกฎหมายใหม่ที่ลดอัตราภาษีเก็บจากเงินกำไรที่นำมาลงทุน

    การปฏิรูปภาษีได้รับความเห็นชอบจากสภาสูง หรือ Bundesrat เมื่อเดือนกรกฎาคม 2549 นโยบายที่สำคัญคือ การลดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลในเยอรมนี โดยกำหนดไว้ว่าภาระภาษีของผู้ประกอบการในภาพรวมจะลดลงประมาณร้อยละ 10 ซึ่งมาจากการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ลงเหลือร้อยละ 12.5 จากเดิมร้อยละ 25 ถึงแม้ว่านโยบายดังกล่าวจะไม่กระทบต่ออัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลท้องถิ่นซึ่งโดยเฉลี่ยจะมีอัตราภาษีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 13 แต่ก็สามารถลดภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลของผู้ประกอบการเยอรมันลงได้จากเดิมร้อยละ 40 เป็นร้อยละ 30

    อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายภาษีของเยอรมนีที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน ธุรกิจขนาดเล็กเป็นจำนวนมากได้ดำเนินการในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงอาจไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาษีข้างต้น

    การปฏิรูประบบภาษีครั้งนี้คาดว่าจะมีค่า ใช้จ่ายประมาณ 5,000 ล้านยูโร (6,850 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ) ในปีแรก และคาดว่ามีค่าใช้จ่ายทั้งหมดอยู่ที่ 30,000 ล้านยูโร แต่นโยบายนี้จะช่วยขยายฐานภาษีทำให้สามารถเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นประมาณ 25,000 ล้านยูโร ซึ่งเป็นการชดเชยรายได้ที่เสียไปจากการบังคับใช้นโยบายดังกล่าว

    อีกมาตรการหนึ่งภายใต้การปฏิรูปภาษีที่มีการถกเถียงกันมากคือ การจำกัดจำนวนดอกเบี้ยเงินกู้จ่ายให้กับผู้รับประโยชน์ในต่างประเทศที่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งผู้ประกอบการเกรงว่านโยบายนี้จะทำให้ความสามารถในการลงทุนของตนลดลง

    นอกจากนี้ มติพรรครัฐบาลผสมเห็นควรให้มีการใช้ภาษีเงินได้เก็บจากทุนที่อัตราร้อยละ 25 และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2552 แทนระบบภาษีในปัจจุบันซึ่งเก็บภาษีเงินได้จากทุนในรูปของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทำให้อัตราภาษีอาจสูงถึงร้อยละ 42 นโยบายนี้จะใช้กับเงินได้จากดอกเบี้ย เงินปันผล และการขายหุ้น

    (โปรดติดตามเนื้อหาเต็มในวารสารสรรพากรสาส์นประจำเดือน มกราคม 2551)

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.