หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    ธันวาคม - 2561 
    อา
    พฤ
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    19
    20
    21
    22
    23
    24
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    สิ่งที่พึงคาดหวังจากการศึกษาและพัฒนาประมวลรัษฎากร

     4_440

    นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีและน่าสนใจ เป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เสียภาษีและผู้ใช้ประมวล-รัษฎากรทุกท่าน เมื่อเราได้ทราบข่าวว่า มูลนิธิเพื่อสนับสนุนการพัฒนาวิชาการคณะนิติศาสตร์ได้ร่วมกับศูนย์วิจัยกฎหมายและพัฒนาคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยความร่วมมือทางวิชาการจากกรมสรรพากร ได้ริเริ่มโครงการศึกษาและพัฒนาประมวลรัษฎากรขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อให้กรมสรรพากรนำผลการศึกษานี้ไปพิจารณาและเสนอต่อกระทรวงการคลังเพื่อใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่อไป โดยการแก้ไขดังกล่าวจะมุ่งเน้นถึงประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญหากพิจารณาภาพรวมของการพัฒนาระบบภาษีอากรที่สมบูรณ์แบบแล้ว การปฎิรูประบบภาษีอากร (Tax Reform) ทั้งในส่วนของกฎหมายและการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร ก็ถือเป็นคำตอบที่จะทำให้การปรับปรุงแก้ไข การจัดเก็บภาษีของรัฐมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น แต่การปฏิรูปทั้งสองส่วนดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาและกำลังความคิดความสามารถของบุคลากรในสาขาต่างๆ เป็นจำนวนมาก ประกอบกับจากการศึกษาความเป็นมา วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการนี้จะเห็นว่า โครงการดังกล่าวได้ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นถึงการชำระประมวลรัษฎากรที่ใช้มาเป็นเวลายาวนานกว่า 70 ปี หรือที่เรียกอีกนัยหนึ่งว่า "การปฏิรูปประมวลรัษฎากร" เท่านั้น การศึกษาและพัฒนาตามโครงการนี้จึงมุ่งเน้นที่เนื้อหาและหลักการในทางกฎหมายเป็นสำคัญ มากกว่าการมุ่งเน้นถึงการวิเคราะห์การบริหารการจัดเก็บภาษี หรือการปฎิบัติงานของกรม-สรรพากรซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน

    แต่กระนั้นก็ตาม เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ตัวบทกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายนั้น มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด การพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภาษีอากรโดยไม่คำนึงถึงการบริหารจัดเก็บภาษีอากรคงเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่อาจเป็นไปได้ในความเป็นจริง เนื่องจากกฎหมายภาษีอากรหรือประมวลกฎหมายรัษฎากรนี้เป็นตัวกำหนดทั้งกรอบ (Framework) และโครงสร้าง (Structure) ของการบริหารการจัดเก็บภาษีอากร การปฏิรูปประมวลรัษฎากรจึงย่อมส่งผลต่อกรอบและโครงสร้างของการจัดเก็บภาษีอากรที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น เราจึงต้องคำนึงอยู่เสมอว่า ในขณะเดียวกับที่ทำการปฏิรูปประมวลรัษฎากรในส่วนของเนื้อหาและหลักการในทางกฎหมาย เราก็กำลังวางกรอบและกำหนดโครงสร้างในการจัดเก็บภาษีอากรด้วยอีกประการหนึ่ง

    อนึ่ง เมื่อโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะ ปฏิรูปประมวลรัษฎากรเท่านั้น ข้อพิจารณาในลำดับต่อไป คือ การปฏิรูปประมวลรัษฎากร ดังกล่าวจะดำเนินการในระดับใด จะเป็นเพียงการนำบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรเดิมมาจัดหมวดหมู่ให้เป็นระบบ ระเบียบ เพื่อให้บทบัญญัติของประมวลรัษฎากรชัดเจนและเข้าใจง่ายขึ้นเท่านั้น หรือจะเป็นการพิจารณาทบทวนแนวความคิด ทฤษฎี และหลักการทางภาษีอากรที่ อยู่เบื้องหลังตัวบทกฎหมายเพื่อกำหนด แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือคงไว้ซึ่งแนวความคิด ทฤษฎี และหลักการทางภาษีอากรที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หรือนำแนวความคิด ทฤษฎี และหลักการใหม่มาปรับใช้ ซึ่งหากเป็นการพิจารณาทบทวนแนวความคิด ทฤษฎี และหลักการตามกรณีหลังแล้ว การปฎิรูปประมวลรัษฎากรคงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายและอาจต้องใช้เวลานาน เพราะจะต้องคำนึงถึงผลกระทบของจำนวนเงินภาษีอากรที่อาจเก็บได้ และผลกระทบต่อการบริหารการจัดเก็บภาษี

    เพื่อให้ความพยายามในการแก้ไขและพัฒนาประมวลรัษฎากรให้ได้ผลคุ้มค่ากับความพยายามที่จะทุ่มเทไป การปฏิรูปประมวลรัษฎากรควรพิจารณาทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และหลักการทางภาษีอากรมากกว่าการจัดประมวลรัษฎากรให้เป็นระบบระเบียบ

    โครงการศึกษาและพัฒนาประมวลรัษฎากร มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอประมวลรัษฎากรฉบับใหม่ที่มีคุณลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ

    (1) มีความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีและต่อรัฐ

    (2) สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    (3) มีมาตรการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี ที่เหมาะสม

    (4) ง่าย

    ารพิจารณาคุณลักษณะของประมวลรัษฎากรฉบับใหม่

    (1) มีความเป็นธรรมต่อผู้เสียภาษีและต่อรัฐ

    ความเป็นธรรมของระบบภาษีอากร คือ การมีระบบภาษีอากรที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ หลักการที่ว่า ผู้เสียภาษีที่อยู่ภายใต้สภาวะการณ์และเงื่อนไขอย่างเดียวกันจะจ่ายภาษีเท่ากัน โดยไม่มีกลุ่มของผู้เสียภาษีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถผลักภาระภาษีไปให้กลุ่มผู้เสียภาษีกลุ่มอื่นได้ และเพื่อเป็นการก่อให้เกิดความเป็นธรรมในระบบภาษีอากร การปฏิรูปกฎหมายภาษีอากรในหลายประเทศได้ให้ความสำคัญกับการลดหรือขจัดการให้สิทธิลดหย่อนพิเศษทางภาษี (Special Relief) ซึ่งถือเป็นมาตรการหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบกันระหว่างผู้เสียภาษี อีกทั้งยังเป็นการกระจายภาระภาษีอย่างไม่เป็นธรรม

    ทัศนคติของผู้เสียภาษีต่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบการเก็บภาษีด้วยการให้ผู้เสียภาษีประเมินตนเอง (Voluntary Compliance) ดังเช่นที่ประเทศไทยได้ใช้อยู่ในประมวลรัษฎากรในปัจจุบัน เพราะหากผู้เสียภาษีไม่มีความเชื่อมั่นในความเป็นธรรมของระบบภาษีอากรแล้ว รัฐบาลก็ไม่อาจคาดหวังให้ผู้เสียภาษีสมัครใจเสียภาษีได้

    ดังนั้น การปฏิรูปประมวลรัษฎากรจึงควรอยู่บนพื้นฐานที่ทำให้ผู้เสียภาษีอยู่ในภาวะการณ์และเงื่อนไขแบบเดียวกันได้รับการปฎิบัติหรือเสียภาษีเหมือนกัน และไม่มีใครสามารถผลักภาระภาษีของตนให้แก่บุคคลอื่นได้

    (2) สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป

    คุณลักษณะประการนี้สามารถกล่าวในอีกนัยหนึ่ง คือ การมีระบบภาษีอากรที่ทันสมัย ซึ่งในการมีระบบภาษีอากรที่ทันสมัยนี้ ระบบภาษีอากรจะต้องมีลักษณะที่เอื้อต่อภาวะการแข่งกันใน 2 ลักษณะ คือ

    (ก) เอื้อต่อการแข่งกันอย่างเป็นธรรมในระหว่างผู้เสียภาษี ระบบภาษีอากรจะต้องมีความเป็นกลางไม่ทำให้ผู้เสียภาษีกลุ่มหนึ่งได้เปรียบผู้เสียภาษีอีกกลุ่มหนึ่งในทางเศรษฐกิจหรือในทางธุรกิจ

    (ข) เอื้อต่อการแข่งขันและส่งเสริมการเติบโตของประเทศ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่นักลงทุนต่างประเทศใช้ในการตัดสินใจที่จะลงทุนในประเทศหนึ่งประเทศใด นอกจากการคำนึงอัตราภาษีที่จัดเก็บแล้ว การมีระบบภาษีอากรที่ทันสมัยหรืออย่างน้อยที่สุดคือการมีระบบภาษีอากรที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งต่อการเติบโตของประเทศ

    นอกจากนี้ ระบบภาษีอากรที่ทันสมัยจะต้องมีความชัดเจนและในขณะเดียวกันก็ต้อง มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะสามารถปรับใช้ กับธุรกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการตีความมากนัก ซึ่งการพิจารณาหลักการดังกล่าวนี้อาจดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำให้กฎหมายมีลักษณะที่ครอบคลุมถึงธุรกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตนั้นเป็นเรื่องยากและต้องอาศัยประสบการณ์ ความร่วมมือ และความละเอียดถี่ถ้วนของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก

    (3) มีมาตรการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีที่เหมาะสม

    มาตรการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีที่ดีที่สุด คือ การมีมาตรการสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างบรรยากาศให้ผู้เสียภาษีเสียภาษีด้วยความสมัครใจมากที่สุด โดยระบบภาษีอากรที่ดีควรประกอบไปด้วยลักษณะต่อไปนี้

    (ก) มีระบบภาษีอากรที่เป็นธรรม ดังเช่นที่ได้กล่าวไว้ในข้อ (1) ข้างต้น

    (ข) ก่อให้เกิดภาระหรือค่าใช้จ่ายกับผู้เสียภาษีในการปฎิบัติตามกฎหมายต่ำที่สุด

    (ค) มีบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี (General Anti-Tax Avoidance Provision) และมีมาตรการในการจับและลงโทษการหลีกเลี่ยงภาษีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    แนวความคิดที่สำคัญของบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับการป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี คือ การเน้นการจัดเก็บภาษีอากรจากสาระสำคัญของธุรกรรม (Substance) มิใช่ตามรูปแบบของธุรกรรม (Form) เพราะธุรกรรมที่ทำขึ้นเพื่อ หลีกเลี่ยงภาษีมักจะมีรูปแบบของธุรกรรมทางกฎหมายที่ถูกต้องแต่ขาดสาระหรือเหตุผลที่แท้จริงในการทำธุรกรรมนั้น ดังนั้น เมื่อมีบทบัญญัติในลักษณะเช่นนี้แล้วก็จะทำให้การทำธุรกรรมเพียงเพื่อประโยชน์ทางภาษีเป็นสิ่งต้องห้าม

    (4) ง่าย

    รัฐบาลผู้บริหารการจัดเก็บภาษีและผู้เสียภาษีต้องการระบบภาษีอากรที่ "ง่าย" แต่ในความเป็นจริงแล้ว การปฏิรูปกฎหมายภาษีอากรให้สามารถเข้าใจได้ง่ายภายใต้สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจที่สลับซับซ้อนนั้นเป็นเรื่องที่ยาก แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศสามารถดำเนินไปได้อย่างคล่องตัว รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ การปฏิรูปประมวลรัษฎากรก็ยังคงต้องคำนึงและยึดถืออยู่เสมอว่า ประมวลรัษฎากรฉบับใหม่ที่จะนำเสนอนั้นจะ ต้องง่ายในการทำความเข้าใจของทุกฝ่าย ง่ายสำหรับผู้เสียภาษีในการปฎิบัติตามกฎหมายและเสียภาษี และง่ายสำหรับกรมสรรพากรในการบริหารการจัดเก็บภาษี

    หลักการสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้บทบัญญัติทางกฎหมาย "ง่าย" คือ ความสม่ำเสมอ (Consistency) ของกฎหมาย ซึ่งในที่นี้หมายความรวมถึงความสม่ำเสมอในการนำแนวความคิด ทฤษฎี และหลักการทางภาษีอากรมาใช้เป็นพื้นฐานในการร่างกฎหมาย การตีความ และการบังคับใช้กฎหมาย แต่จากการศึกษา พบว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประมวลรัษฎากรฉบับปัจจุบันมีความยุ่งยากและซับซ้อนเนื่องมาจากประเทศไทยมีการนำแนวความคิด ทฤษฎี และหลักการทางภาษีอากรมากกว่าหนึ่งระบบมาปรับใช้กับหัวข้อทางภาษีหนึ่งหัวข้อ จึงทำให้ประมวลรัษฎากรขาดความสม่ำเสมอในการตีความและการบังคับใช้กฎหมาย

    (ติดตามเนื้อหาเต็มได้ในวารสารสรรพากรสาส์นประจำเดือน ธันวาคม 2551)

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.