หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    กันยายน - 2561 
    อา
    พฤ
    26
    27
    28
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    19
    20
    21
    22
    23
    24
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    The High Cost of Controlling GST and VAT Evasion

         เมื่อพูดถึงภาษีมูลค่าเพิ่มในปัจจุบันนี้เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงจะรู้จักเป็นอย่างดีแล้ว ทั้งในชีวิตประจำวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำที่เราจะต้องพบเจอเมื่อซื้อสินค้าหรือบริการ โดยประชาชนผู้ซื้อสินค้าและบริการเป็นผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นให้แก่กรมสรรพากรโดยการคำนวณภาษีซื้อหักด้วยภาษีขาย และภาษีมูลค่าเพิ่มยังเป็นระบบภาษีที่นิยมใช้กันทั่วโลกอีกด้วย แต่เชื่อหรือไม่ว่าการหลบหนีภาษีมูลค่าเพิ่มก็พบได้ในหลายๆ ประเทศเช่นกัน ในเดือนธันวาคม 2002 หนังสือพิมพ์ของแคนาดารายงานว่า การหลบหนีภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศมีมูลค่าถึง 1 พันล้าน ดอลลาร์แคนาดา ดังนั้นรัฐบาลของประเทศต่างๆ จึงพยายามคิดหานโยบายต่างๆ เพื่อลดการหลบหนีและหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวอย่างเช่น ประเทศนอร์ธเธิร์นไซปรัส มีนโยบายป้องกันการ หลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้พนักงานหรือลูกจ้างสามารถนำใบกำกับภาษีมาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายไปได้ ประเทศโบลิเวียมีนโยบายให้พนักงานหรือลูกจ้างสามารถนำภาษีมูลค่าเพิ่มที่เสียไปมาหักเป็นค่าใช้จ่ายออกจากฐานภาษีเงินได้ได้ ส่วนประเทศไทยสนับสนุนให้มีการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยการนำใบกำกับภาษีมาส่งชิงโชคได้ (รางวัลจำนวนมาก) เป็นต้น โดยเชื่อว่าวิธีการเหล่านี้จะทำให้สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น เพราะผู้อุปโภคบริโภคทุกคน ต่างก็ต้องการใบกำกับภาษีจากผู้ประกอบการเพื่อนำมาขอคืนภาษีหรือนำมาเป็นเอกสารสำคัญตามนโยบายของรัฐบาล บทความนี้จะได้นำเสนอ การศึกษาถึงผลกระทบจากนโยบายรัฐบาลของประเทศนอร์ธเธิร์นไซปรัส และประเทศโบลิเวีย โดยศึกษาถึงต้นทุนของผู้เสียภาษีในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี (Compliance cost) และต้นทุนในการบริหารสำหรับหน่วยงานของรัฐในการตรวจสอบและดำเนินการ (Administration cost) ในกระบวนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่ง Bahro A. Berhan (PhD candidate at Eastern Mediterranean University, North ern Cyprus) และ Glenn P. Jenkins (Professor of Economics at Queen’s University, Kingston, Ontario และ Eastern Mediterranean University, Northern Cyprus) ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของนโยบายดังกล่าว

    untitled392_520

         ในประเทศนอร์ธเธิร์นไซปรัส ผู้ซื้อสินค้าและบริการสามารถขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ โดยการแสดงใบกำกับภาษีพร้อมกับแบบขอคืนภาษี วิธีนี้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1996 โดยนายจ้างมีหน้าที่ตรวจสอบใบกำกับภาษีของพนักงาน เพื่อให้แน่ใจว่ายอดซื้อสินค้าและบริการที่จะนำมาใช้ในแต่ละเดือนจะต้องไม่มากกว่าจำนวนเงินเดือนของพนักงานในเดือนนั้นๆ และต้องไม่ใช่ยอดที่ มาจากการซื้อบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้นทุนของนายจ้างในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี (Compliance cost) ในกระบวนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้แก่ เวลาที่เสียไปในการตรวจสอบใบกำกับภาษี เวลาและค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการเตรียมแบบขอคืนภาษี ค่าใช้จ่ายค่าอากรแสตมป์ รวมทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการส่งแบบไปยัง กรมสรรพากร กรมสรรพากรเองก็มีต้นทุนในการดำเนินการคืนภาษีให้ผู้เสียภาษี (Administration  cost) เช่นกัน จากการศึกษาพบว่า ในปี 2003 ประเทศนอร์ธเธิร์นไซปรัส มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดเก็บภาษีภายในประเทศ 2.95 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ต้นทุนในการตรวจสอบการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ทั้งในส่วนผู้เสียภาษีและกรมสรรพากรนั้นมีมูลค่า 4.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 1.55 เท่าของค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดเก็บภาษีภายในประเทศ และต้นทุนในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มนี้คิดเป็นร้อยละ 5.8 ของรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มในปีนั้น
    ทางด้านประเทศโบลิเวียได้นำระบบภาษีแบบใหม่ตามแผนการปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศมาใช้ตั้งแต่ปี 1986 โดยในระบบใหม่นี้การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้มีการดำเนินการควบ คู่ไปกับการหักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินเดือนและ เงินบำนาญ ผู้เสียภาษีได้รับอนุญาตให้นำภาษีมูลค่าเพิ่มที่จ่ายไปในการซื้อสินค้าและบริการมาหักเป็นค่าใช้จ่ายออกจากฐานภาษีเงินได้ ระบบภาษีแบบใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อดึงดูดให้ลูกค้าขอใบกำกับภาษีจากผู้ประกอบการ โดยในระบบใหม่นี้ พนักงานลูกจ้างทุกคนจะต้องเก็บและรวบรวมใบกำกับภาษีที่เกิดจากการใช้จ่ายในแต่ละเดือน และนำส่งให้กับนายจ้าง เพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของพนักงานแต่ละคนต่อไป ดังนั้น ต้นทุนของนายจ้างในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี (Compliance cost) ในกระบวนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจึงได้แก่ เวลาและค่าใช้จ่ายในการรวบรวมใบกำกับภาษีและคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายของพนักงาน และนำส่งให้กรมสรรพากร จากการศึกษาพบว่า ในปี 2002 ประเทศโบลิเวีย มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดเก็บภาษีภายในประเทศ 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ต้นทุนในการตรวจสอบการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมีมูลค่าถึง 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 1.50 เท่าของค่าใช้จ่ายในการดำเนินจัดเก็บภาษีภายในประเทศ และต้นทุนในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มนี้คิดเป็นร้อยละ 5.2 ของรายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มในปีนั้น
    จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ต้นทุนที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องสูญเสียไปในการตรวจสอบการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมีมูลค่าถึง 2 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการบริหารจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม และไม่ได้แก้ปัญหาการจัดทำใบกำกับภาษีปลอม ซึ่งจากการศึกษาได้สรุปว่า นโยบายเพื่อลดการหนีภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยวิธีการให้ภาษีมูลค่าเพิ่มคืนกับพนักงานที่ซื้อสินค้าและบริการในประเทศดังกล่าวเป็นนโยบายที่สูญเปล่า และเป็นช่องทางที่ไม่คุ้มค่าในการสนับสนุนให้มีการร่วมมือในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มของประชาชน
    อย่างไรก็ดี นอกจากความพยายามในการลดการหนีภาษีด้วยวิธีการนำใบกำกับภาษีมาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มใน 2 ประเทศดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีทางเลือกอื่นอีกที่สามารถเพิ่มความร่วมมือของประชาชนในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ทางเลือกหนึ่งที่ชัดเจน คือ การตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีของร้านค้าปลีกต่างๆ และมีมาตรการลงโทษสำหรับผู้หนีภาษี ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้อยู่ทั่วไป ในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่ถ้ากรมสรรพากรยังไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลทางบัญชีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจพิจารณาอีก 3 ทางเลือก ดังนี้
         - Physical spot check system ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้ในประเทศอาร์เจนตินา และประเทศเอกวาดอร์ วิธีนี้เป็นวิธีตรวจสอบที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ โดยวิธีนี้ เจ้าหน้าที่สรรพากรจะขอดูใบกำกับภาษีจากลูกค้าที่เดินออกจากร้านค้า ถ้าลูกค้ารายใดไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีได้ ร้านค้านั้นจะต้องโดนสั่งปิดกิจการ ซึ่งการสั่งปิดกิจการนี้ส่งผลให้ร้านค้าอื่นๆไม่กล้าที่จะหนีภาษีมูลค่าเพิ่ม และวิธีนี้เป็นวิธีที่สามารถปฏิบัติและเห็นผลได้ทันที
         - Electronic cash registers โดยวิธีนี้ ร้านค้าทุกแห่งต้องใช้ Electronic cash registers ในการจัดทำใบเสร็จรับเงิน ซึ่งวิธีนี้กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบข้อมูลการขายของร้านค้าได้จากข้อมูลที่บันทึกใน Electronic cash registers ในประเทศอิตาลี การกระตุ้นให้ร้านค้าใช้ Electronic cash registers สามารถเพิ่มความร่วมมือจากผู้ประกอบการในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ถึงแม้ว่าการซื้อ Electronic cash registers นี้ จะเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับธุรกิจ แต่วิธีนี้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการ ทั้งในด้านการจัดการและการให้ความร่วมมือกับกรมสรรพากรในการเสียภาษี
         - VAT lottery เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยวิธีนี้ผู้เสียภาษีสามารถชิงโชคด้วยใบกำกับภาษีที่มีชื่อหรือเลขประจำตัวของผู้เสียภาษี กรมสรรพากรจะจับรางวัลโดยการสุ่มจับใบกำกับภาษีหรือโดยการสุ่มตัวเลขขึ้นมา แล้วผู้ที่มีเลขที่ใบกำกับภาษีตรงกับตัวเลขที่สุ่มได้ จะเป็นผู้ได้รับรางวัล อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการศึกษาประสิทธิผลที่ได้จากวิธีนี้อย่างละเอียด แต่เชื่อว่าเป็นวิธีที่มีต้นทุนในการดำเนินการน้อยที่สุด
         ประเทศจีนเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการนำระบบ Lottery มาใช้ แต่ระบบนี้ใช้เฉพาะกับใบเสร็จทั่วไป ซึ่งไม่รวมถึงใบกำกับภาษี ประเทศจีนมีการจัดเก็บภาษีการค้าจากกิจการบางประเภทที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น ภัตตาคาร บันเทิง และศิลปวัฒนธรรม ซึ่งคำนวณโดยใช้อัตราภาษีคูณด้วยยอดขาย และรัฐบาลจีนมีการกำหนดให้ร้านค้าที่เสียภาษีการค้าออกใบเสร็จรับเงินทุกครั้งที่มีการซื้อขายสินค้าและให้บริการ อย่างไรก็ตาม จีนก็ประสบปัญหาในเรื่องการหลบหนีภาษีโดยการไม่ออก ใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้า ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความพยายามในการแก้ปัญหาหลายวิธี และวิธีที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคือระบบ prize-giving invoices และ lottery ซึ่งระบบ prize-giving invoices นี้จะคล้ายคลึงกับวิธีการขูดคูปองลุ้นรับเงินสด โดยใบเสร็จที่ลูกค้ารับจากร้านค้าสามารถขูดเพื่อลุ้นรับรางวัลเงินสดได้ ซึ่งมีมูลค่าตั้งแต่ 20 หยวนถึง 5,000 หยวน หลังจากลุ้นโชคในขั้นแรกนี้แล้ว ลูกค้ายังสามารถลุ้นโชคชั้นที่สองได้อีก จากการโทรไปลงทะเบียนหมายเลขใบเสร็จ โดยจะมีการสุ่มหมายเลขใบเสร็จเพื่อจับรางวัล lottery วิธีนี้สนับสนุนให้ลูกค้าขอใบเสร็จจากร้านค้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 30 และเพิ่มยอดรายได้ภาษีทางตรงของประเทศได้ถึง 2.49 พันล้านหยวน โดยจ่ายค่ารางวัลไปเพียง 76.3 ล้านหยวนหรือคิดเป็นอัตราส่วน input-output 1:32.6 และขยายครอบคลุมแล้ว 90 มณฑล ปัจจุบันนี้หน่วยงานสรรพากรของจีนกำลังขออนุมัติงบประมาณจากกระทรวงการคลังเพื่อจัด สรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้โดยเฉพาะ ถึงแม้ว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จมาก แต่การนำมาปรับใช้กับใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่มยังมีข้อจำกัดหลายประการ คือ โครงการไม่ครอบคลุมทุกประเภทกิจการ ซึ่งอาจถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ รวมทั้งมีการลงทุนสูงในการจัดพิมพ์ใบเสร็จ
         สำหรับประเทศไทยได้นำเอาเครื่องบันทึกการเก็บเงิน (Cash Register) มาใช้กับร้านค้าปลีกตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มใช้ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ก็ไม่ได้มีส่วนช่วยในการลดการหลบหนีภาษีมูลค่าเพิ่มมากนัก ในปี 2546 จึงได้นำเอาวิธีจับรางวัลใบกำกับภาษีมาใช้ จุดประสงค์ เพื่อต้องการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้ที่ต้องเสียภาษีขอใบกำกับภาษีจากผู้ประกอบการ และให้ผู้เสียภาษีส่งใบกำกับภาษีมาชิงโชคซึ่งจะมีการจับรางวัลทุกเดือน และเงินรางวัลแต่ละครั้งมีมูลค่ารวมถึง 1.9 ล้านบาท ซึ่งตามทฤษฎีแล้ววิธีนี้ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพวิธีหนึ่ง และมีต้นทุนในการดำเนินการไม่สูงมากหากเทียบกับวิธีอื่น ทั้งยังเป็นวิธีที่สร้างจิตสำนึกและความร่วมมือจากประชาชนซึ่งเป็นผู้บริโภคทุกคน ให้ตระหนักในหน้าที่ของการเสียภาษีและช่วยป้องกันการหลบหนีภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะทำให้กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและยั่งยืน

    untitled43_520

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.