หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    กรกฎาคม - 2561 
    อา
    พฤ
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    18
    19
    20
    21
    22
    23
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    ฎีกาภาษี

    2_436_01

    คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2549

    บริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์ (กรุงเทพ) จำกัด โจทก์

    กรมสรรพากรกับพวก จำเลย

    ข้อเท็จจริง

    เดิมบริษัทฮานาเซมิคอนดักเตอร์ (กรุงเทพ) จำกัด โจทก์กับบริษัทอีเอ็ม 2 แอสโซซิเอทส์อินคอร์ปอเรทเต็ด จำกัด ทำสัญญากันเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2535 ตกลงกันว่าโจทก์แต่งตั้งให้บริษัทดังกล่าวเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่เพียงผู้เดียว มีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันทำสัญญา ต่อมาวันที่ 15 เมษายน 2539 โจทก์ตกลงเลิกสัญญา ผู้จัดจำหน่ายกับบริษัทดังกล่าวเพื่อให้โจทก์ ได้สิทธิในการติดต่อและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ให้แก่ลูกค้าในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรง และไม่ต้องเสียค่ามาจิ้นให้แก่บริษัท ดังกล่าว นอกจากนี้บริษัทดังกล่าวยังได้ทำสัญญาขายฐานลูกค้าให้แก่โจทก์ โดยโจทก์จ่ายค่าตอบแทนการเลิกสัญญาผู้จัดจำหน่ายและสัญญาซื้อขายฐาน ลูกค้าให้แก่บริษัทดังกล่าวเป็นเงิน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ และนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่าย

    เจ้าพนักงานประเมินของกรมสรรพากรเห็นว่า การจ่ายเงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นการลงทุน ต้องห้ามมิให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวล-รัษฎากร แต่หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาได้ในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิตามมาตรา 65 ทวิ (2) ประกอบพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2547 และเงินค่าตอบแทนดังกล่าวถือเป็นค่าสิทธิตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทดังกล่าวเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้และนำส่งพร้อมกับยื่นรายการตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติ เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินให้โจทก์ชำระภาษี

    โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เห็นว่าการประเมินชอบแล้ว โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลางโดยฟ้องกรมสรรพากรกับพวกเป็นจำเลย ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

    ปัญหา

    เงินค่าตอบแทนจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2 แอสโซซิเอทส์อินคอร์ปอเรทเต็ด จำกัด เป็นรายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนตามมาตรา 65 ตรี (5) แห่งประมวลรัษฎากร และเป็นค่าสิทธิ อันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (3) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่?

    คำวินิจฉัยศาลฎีกา

    ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า นายไบรอน เอ.จอห์นสัน พยานโจทก์ซึ่งเป็นประธานบริษัทอีเอ็ม 2ฯ เบิกความรับว่า บริษัทอีเอ็ม 2ฯ ทำสัญญาซื้อขายฐานลูกค้าของอีเอ็ม 2 ฯ ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 435 ถึง 437 กับโจทก์จริง ตามสัญญามีความว่า โจทก์จ่ายเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2ฯ เพื่อเป็นค่าตอบแทนสำหรับการให้บริการด้านการตลาดและการค้าอันเกี่ยวกับลูกค้า โดยบริษัทอีเอ็ม 2ฯ ต้องให้ข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับชื่อ ที่อยู่ และข้อมูลที่จำเป็นของลูกค้าของบริษัทอีเอ็ม 2ฯ และอื่น ๆ แก่โจทก์กับบริษัทในเครือของโจทก์ ข้อสัญญาดังกล่าวต้องตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ที่ต้องการเลิกสัญญาผู้จัดจำหน่ายกับบริษัทอีเอ็ม 2ฯ คือเพื่อยุติการให้บริษัทอีเอ็ม 2ฯ เป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาแต่เพียงผู้เดียวก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาผู้จัดจำหน่าย และเพื่อให้โจทก์สามารถเข้าไปจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้โดยไม่เป็นการผิดสัญญาผู้จัดจำหน่ายระหว่างโจทก์กับบริษัทอีเอ็ม 2ฯ ข้อตกลงการเลิกสัญญาจึงเป็นการก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ ส่วนสัญญา ซื้อขายฐานลูกค้าของอีเอ็ม 2 ก็ทำให้โจทก์ได้รับข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นเกี่ยวกับลูกค้า เป็นต้นว่า ชื่อ ที่อยู่ ราคาและข้อตกลงทางการค้าของสิ่งที่บริษัทอีเอ็ม 2ฯ จำหน่ายแก่ลูกค้า อันเป็นข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางพาณิชยกรรมของบริษัทอีเอ็ม 2ฯ สัญญาเช่นว่านี้หาใช่การขายลูกค้าของบริษัทอีเอ็ม 2ฯ ให้แก่โจทก์หรือ จักต้องมีผลผูกพันลูกค้าของบริษัทอีเอ็ม 2ฯ ว่าต้องซื้อผลิตภัณฑ์หรือสินค้าจากโจทก์แต่เพียง ผู้เดียวดังความเข้าใจของโจทก์กับนายไบรอน เอ.จอห์นสัน พยานโจทก์ไม่ และไม่ว่าตามกฎหมายของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐ-อเมริกา จะได้ระบุว่าในการเลิกสัญญา ต้องระบุข้อความการซื้อขายฐานข้อมูลการตลาดหรือไม่ เมื่อไม่ปรากฎว่าข้อตกลงเลิกสัญญาผู้จัดจำหน่าย ข้อตกลงการเลิกสัญญาและสัญญาซื้อขายฐานลูกค้าของอีเอ็ม 2 อันเป็นที่มาของปัญหาภาษีที่พิพาทนี้เป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ย่อมเป็นนิติกรรมที่มีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ในชั้นตรวจสอบภาษีนางเสาวนีย์พยานโจทก์ก็ให้การต่อนางสาวอำภาพยานจำเลยทั้งสี่ยอมรับว่า เงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐที่ โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2ฯ เป็นการจ่ายเพื่อซื้อตลาดและฐานลูกค้าอันเป็นค่าสิทธิ ซึ่งโจทก์ต้องลงเป็นทรัพย์สินแล้วตัดเป็นค่าใช้จ่ายเป็นรายปีในอัตราร้อยละ 10 ของเงินลงทุน ที่นางเสาวนีย์พยานโจทก์เบิกความปฏิเสธว่าไม่ได้ให้การเช่นนั้น แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 เขียนขึ้นเองนั้น เห็นว่า โจทก์เป็นกิจการขนาดใหญ่ทำการค้าขายระหว่างประเทศ นางเสาวนีย์พยานโจทก์สำเร็จการศึกษาปริญญาโท สาขาการบัญชี มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบัญชีและการเงิน มีหน้าที่ดูแลและจัดการงานด้านบัญชีและการเงินของโจทก์ นับว่าเป็นผู้มีการศึกษาสูง มีความรู้ และมีตำแหน่งหน้าที่ รับผิดชอบสูง นางเสาวนีย์พยานโจทก์ไปให้การต่อนางสาวอำภาพยานจำเลยทั้งสี่หลายครั้ง ต่างวันกัน บางครั้งยังมีนายเทอร์เรนซ ฟิลิป เวียร์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์ร่วมอยู่ด้วย การให้การแต่ละครั้งมีรายละเอียดในเรื่องต่างๆ หลายเรื่อง บางเรื่องโจทก์ได้ยอมรับตามการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินไปแล้ว จึงไม่น่าเชื่อว่านางสาวอำภา พยานจำเลยทั้งสี่จะแต่งเรื่องเกี่ยวกับปัญหานี้ ขึ้นเอง และนางเสาวนีย์พยานโจทก์จะยินยอมลงลายมือชื่อในคำให้การทั้งๆ ที่ทราบว่ามีข้อความที่ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง นอกจากนี้จำเลยทั้งสี่ยังมีสำเนารายงานการซื้อเงินตราต่างประเทศแบบ ธ.ต.4 เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 502 และ 503 เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนโดยโจทก์ไม่ได้โต้แย้งว่า โจทก์แจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทยว่าโจทก์จ่ายเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2ฯ เพื่อวัตถุประสงค์ลงทุนในกิจการที่ต่างประเทศ โดยซื้อตลาดบางส่วนจากบริษัทอีเอ็ม 2ฯ สอดคล้องกับที่นางเสาวนีย์พยานโจทก์ให้การไว้แก่นาง อำภาพยานจำเลยทั้งสี่ในชั้นตรวจสอบภาษี พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์และฟังได้ว่าโจทก์ จ่ายเงิน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2ฯ เพื่อให้โจทก์ได้สิทธิในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับข้อมูลข้อสนเทศเกี่ยวกับการตลาด และลูกค้าของบริษัทอีเอ็ม 2ฯ การจ่ายเงิน ดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการลงทุน ต้องห้าม ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี (5) แต่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิโดย หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิตามมาตรา 65 ทวิ (2) ประกอบพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ.2527 คำพิพากษาศาลฎีกา ที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ ทั้งเป็นคดี ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว สภาพเศรษฐกิจการค้า ในขณะนั้นแตกต่างกับที่เป็นอยู่ในขณะเกิดข้อพิพาทคดีนี้ จึงไม่อาจนำคำพิพากษาศาลฎีกานั้นมาเป็นบรรทัดฐานหรือเทียบเคียงกับคดีนี้ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

    เมื่อเงินจำนวน 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทอีเอ็ม 2ฯ เป็นค่าสิทธิ ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จึงเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) เมื่อบริษัทดังกล่าวเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแล้วนำส่งพร้อมกับยื่นรายการตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง แต่โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร

    ข้อคิดเห็น

    ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 วรรคหนึ่ง บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้ว นำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น มิฉะนั้น ผู้จ่ายต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ใน การเสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี

    เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) ได้แก่ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธ์หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะเป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่นหรือคำพิพากษาของศาล คำว่า "สิทธิอย่างอื่น" หมายถึง สิทธิที่มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าแห่งลิขสิทธิ์เท่านั้น หรือหมายถึงสิทธิทุกประเภท มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 127/2531 วินิจฉัยว่าหมายถึงสิทธิที่มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าแห่งลิขสิทธิ์ สิทธิการเช่าจึงไม่ใช่สิทธิอย่างอื่นตามมาตรา 40(3) เงินได้จากการโอนสิทธิการเช่า จึงไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(3) แต่เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8)

    ผู้เขียนเห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลฎีกา ดังกล่าว เพราะคำว่า "สิทธิอย่างอื่น" ตามมาตรา 40 (3) เป็นคำที่บัญญัติต่อจากคำว่า "ค่าแห่งลิขสิทธิ์" แสดงว่าเป็นคำที่มีความหมาย ในทำนองเดียวกัน มิได้หมายถึงสิทธิทุกประเภท อีกประการหนึ่งกฎหมายภาษีอากรเป็นกฎหมายที่กระทบกระเทือนต่อผลประโยชน์ได้เสีย ของประชาชน เพราะเป็นกฎหมายที่บังคับให้ประชาชนเสียภาษี โดยมิได้ให้ผลประโยชน์ตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ในกรณีที่อาจตีความได้หลายนัย ต้องตีความไปในทางที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนผู้เสียภาษี การตีความคำว่า "สิทธิอย่างอื่น" ให้หมายถึงสิทธิทุกประเภทย่อมเป็น การตีความที่เป็นผลร้ายแก่ประชาชนผู้เสียภาษี จึงควรตีความให้หมายถึงสิทธิที่มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าแห่งลิขสิทธิ์เท่านั้น ค่าสิทธิตามมาตรา 40(3) จึงควรเป็นค่าตอบแทนเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น

    คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2549 ค่าตอบแทนที่โจทก์จ่ายให้บริษัท A เป็นการจ่ายโดยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประเภทแรกเพื่อให้บริษัท A ยอมเลิกสัญญาการเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในสหรัฐอเมริกาและให้ โจทก์เป็นผู้จัดจำหน่ายแทน ประการที่สองเพื่อ ให้บริษัท A เปิดเผยฐานของข้อมูลลูกค้าของตน แก่โจทก์ ค่าตอบแทนเพื่อวัตถุประสงค์ทั้งสองประการนี้แม้จะทำให้โจทก์ได้รับสิทธิในการเป็น ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในสหรัฐอเมริกาและได้รับสิทธิเป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้าของบริษัท A แต่สิทธิดังกล่าวก็ไม่ใช่สิทธิที่มีลักษณะทำนองเดียวกับค่าแห่งลิขสิทธิ์ หรือสิทธิเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิในสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายบริการ แบบหรือหุ่นจำลอง แผนผัง สูตรลับหรือกรรมวิธีลับใดๆ แม้อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกา ข้อ 12 จะกำหนดให้ค่าตอบแทนเพื่อการใช้หรือสิทธิในการใช้เพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือทางวิทยาศาสตร์เป็นค่าสิทธิ (Royalty) แต่ค่าตอบแทนเพื่อให้บริษัท A ยอมเลิกสัญญาการเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ของโจทก์ในสหรัฐอเมริกา และให้โจทก์เป็นผู้จัดจำหน่ายแทนก็ไม่ใช่ค่าตอบแทนเกี่ยวกับข้อสนเทศ ค่าตอบแทนในส่วนนี้จึงไม่อาจถือเป็นค่าตอบแทนเพื่อการใช้สิทธิหรือสิทธิในการใช้เพื่อข้อสนเทศเกี่ยวกับประสบการณ์ทางอุตสาหกรรม พาณิชยกรรมหรือทางวิทยาศาสตร์ คงมีแต่ค่าตอบแทนเพื่อให้บริษัท A เปิดเผยฐานข้อมูลของลูกค้าของตนเท่านั้นที่ถือเป็นค่าสิทธิได้ แต่เมื่อวัตถุประสงค์หลักในการจ่ายค่าตอบแทนคือ เพื่อให้บริษัท A ยอมเลิกสัญญาการเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในสหรัฐอเมริกาและให้โจทก์เป็นผู้จัดจำหน่ายแทน วัตถุประสงค์รองเพื่อให้โจทก์ได้รับฐานข้อมูลลูกค้าของบริษัท A จึงไม่อาจถือว่าค่าตอบแทนทั้งหมดเป็นค่าสิทธิ และเมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์กับบริษัท A มิได้แบ่งแยกจำนวนค่าตอบแทนตามวัตถุประสงค์หลักกับวัตถุประสงค์รองออกจากกัน จึงไม่อาจกำหนดจำนวนค่าสิทธิสำหรับค่าตอบแทนตามวัตถุประสงค์รองได้ ฉะนั้นที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าค่าตอบแทนทั้งหมด 3,000,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นค่าสิทธิ ต้องถูกหักภาษีตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วย

    อย่างไรก็ดี ค่าตอบแทนทั้งหมดถือเป็น รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน (Capital Expenditure) ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (5) เพราะเป็นรายจ่ายที่ทำให้โจทก์ได้รับสิทธิในการเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในสหรัฐอเมริกาและเป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้าของบริษัท A ทั้งรายจ่ายดังกล่าวก็ก่อให้เกิดประโยชน์แก่โจทก์เกินหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ปัญหาคงมีว่ารายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุนดังกล่าวตัดจ่ายได้รอบระยะเวลาบัญชีร้อยละ 10 ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 มาตรา 4(4) หรือไม่ มาตรา 4(4) ของพระราช-กฤษฎีกาดังกล่าวใช้ถ้อยคำว่า "ต้นทุนเพื่อการ ได้มาซึ่งสิทธิในกรรมวิธี สูตร กู๊ดวิลล์ เครื่อง-หมายการค้า สิทธิประกอบการตามใบอนุญาต สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น" แต่ประมวลรัษฎากร มาตรา 40(3) ใช้ถ้อยคำว่า "ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่งลิขสิทธิ์หรือสิทธิอย่างอื่น" เท่านั้น เมื่อมาตรา 4(4) มีคำว่า "สิทธิประกอบการตามใบอนุญาตปรากฏอยู่ และสิทธิประกอบการตามใบอนุญาตนี้เป็นสิทธิคนละประเภทกับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ก็แสดงว่ามาตรา 4(4) มีเจตนารมณ์ให้คำว่า "สิทธิอย่างอื่น" ไม่จำกัดเฉพาะสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาเท่านั้น ดังนั้น สิทธิในการเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของโจทก์ในสหรัฐอเมริกาและเป็นเจ้าของฐานข้อมูลลูกค้าของบริษัท A จึงเป็นสิทธิอย่างอื่น ที่ตัดจ่ายได้ตามมาตรา 4(4) ดังกล่าว ฉะนั้น ที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรให้โจทก์ตัดจ่ายรอบระยะเวลาบัญชีละร้อยละ 10 ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) พ.ศ. 2527 ผู้เขียนจึงเห็นด้วย

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.