หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    กรกฎาคม - 2561 
    อา
    พฤ
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    18
    19
    20
    21
    22
    23
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    ดุลอาณาทางภาษีแห่งรัฐเหนือนักธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้หลัก Permanent Agent (ตอน 1)

    ดร.บัณทิต อุชชิน 

        อินเทอร์เน็ตเทคโนโลยี ทำให้รูปแบบการดำเนินธุรกิจซื้อขายระหว่างประเทศ  เปลี่ยนไป โดยที่ผู้ขายกับผู้ซื้อสามารถลงเอย ทางธุรกิจกันได้ในเวลาอันสั้น ไม่จำเป็นต้องพบหน้าเจอะเจอเจรจากันทางกายภาพในแบบเดิมๆ แต่อย่างใด และปรากฏการณ์นี้ยิ่งทำให้ความจำเป็นที่ผู้ขายจะต้องเข้ามาตั้งสถานประกอบธุรกิจใดๆ ในประเทศที่จะขายสินค้า (ประเทศแหล่งเงินได้) การแต่งตั้งตัวแทนทางการค้า การใช้ผู้กระทำการแทน หรือผู้ติดต่อ ค่อยๆ หมดความสำคัญลง ผลดีและผลเสียในการดำเนินธุรกิจรูปแบบนี้มีอยู่หลายประการ แต่ผลดีข้อหนี่งที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนก็คงเป็นของ   ผู้ขายฝ่ายเดียว (กระมัง) คือภาระภาษีของผู้ขายในธุรกรรมบนไซเบอร์สเปซยังไม่ชัดเจน ส่วนทางฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานจัดเก็บภาษีของรัฐต่างๆ นั้น ย่อมอึดอัดต่อสภาพการณ์ที่ยังไม่มีอะไรชัดเจนอย่างนี้ไม่มากก็น้อย
         
        มีความพยายามจากหน่วยงานภาษีในหลายประเทศที่จะใช้กฎหมายภาษีที่มีอยู่และ  ใช้กับธุรกิจรูปแบบปรกติมาปรับใช้กับรูปแบบธุรกิจบนไซเบอร์สเปซ กล่าวคือ มีการเสนอให้นำหลักและข้อความคิดเรื่องผู้แทน, ตัวแทนไม่อิสระ หรือสถานประกอบการถาวรในรูปแบบตัวแทน (agency permanent establishment) ตามข้อบทแห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนเข้ามาปรับใช้   อย่างไรก็ตามแนวความคิดนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ เพราะยังมีความกังวลกันว่าหากมีการปรับใช้กฎหมายในลักษณะนี้จะยิ่งทำให้เกิดช่องโหว่มากขึ้น เพราะกฎหมายภาษีที่ใช้กันในปัจจุบันเป็นกฎหมายที่สร้างขึ้นภายใต้เงื่อนไขของธุรกิจรูปแบบปรกติที่ยังต้องอาศัยลักษณะทางกายภาพอย่างชัดเจนเพื่อใช้เป็นจุดเกาะเกี่ยว หาได้มีเจตนารมณ์ที่ครอบคลุมไปถึงรูปแบบธุรกิจที่ลักษณะทางภายภาพไม่ชัดเจน ฉะนั้น  จึงมีความเห็นว่าควรร่างกฎหมายขึ้นมาใหม่เป็นการเฉพาะเพื่อมาใช้กับกรณีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี้ เพราะการยืนยันใช้กฎหมายภาษีปัจจุบันกับรูปแบบธุรกิจแห่งอนาคต ถือเป็นการบั่นทอนอำนาจรัฐในการเก็บภาษีโดยไม่ตั้งใจ
        
        แต่พวกที่สนับสนุนการนำหลักกฎหมายภาษีปัจจุบันไปปรับใช้ ส่วนมากให้ความเห็นพ้องกันว่า หลักกฎหมายภาษีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันสามารถปรับใช้ได้กับรูปแบบธุรกิจอีคอมเมอร์ส โดยเฉพาะหลัก Agency Permanent Establish-ment (Agency PE) ที่ OECD ได้พัฒนามาโดยตลอดนั้น ไม่แค่เพียงสามารถปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถสร้างสมดุลแห่งอำนาจภาษีให้แก่รัฐที่มีนิติสัมพันธ์อีกด้วย กล่าวคือ ทั้งรัฐถิ่นที่อยู่ของอีเทรดเดอร์ (E-Traders) และรัฐแหล่งเงินได้
      
         แนวความเห็นที่ขัดแย้งกันของเหล่านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีอากรระหว่างประเทศ และเหตุผลที่ใช้โต้แย้งหักล้างกันทางวิชาการเหล่านี้ จะเป็นแหล่งความรู้ที่มีประโยชน์มากสำหรับประเทศแหล่งเงินได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทย เพราะจะสามารถนำมาเป็นหลักคิดเพื่อพัฒนามุมมองและแนวความเห็นทางกฎหมายของนักกฎหมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักกฎหมายภาษีของไทย วัตถุประสงค์ของบทความนี้จึงต้องการ  นำเสนอคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ในกรณีเงินได้จากธุรกิจและธุรกรรมของเหล่านักธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังรุดหน้ากอบโกยรายได้อยู่บนไซเบอร์สเปซอันไร้พรมแดนนี้ รัฐแหล่งเงินได้จะมีความชอบธรรมในการอ้างดุลอาณา2 ทางภาษีเหนือเงินได้เหล่านี้ โดยอาศัยหลัก Agency PE ได้หรือไม่?

        สำหรับในตอนที่หนึ่งนี้ ผู้เขียนจะขอปูพื้นกับท่านผู้อ่านด้วยข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจอีคอมเมอร์สที่โลดแล่นอย่างเริงร่าอยู่บน ไซเบอร์สเปซ เพื่อทบทวนความทรงจำและความเข้าใจกับท่านผู้อ่านหลังจากที่บทความเหล่านี้ได้พรั่งพรูกันออกมาเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2543-2544 และค่อยๆ ร้างลาไปใน 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่วนในตอนต่อๆ ไป จะนำผู้อ่านเข้าสู่บทวิเคราะห์แบบเข้มข้น ซึ่งก็จะวิเคราะห์เจาะลึกถึงความพยายามของประเทศต่างๆ ที่จะนำข้อคิดเรื่องสถานประกอบการถาวรประเภทตัวแทน มาปรับใช้เพื่ออ้างดุลอาณาเหนือเงินได้จากธุรกิจ อีคอมเมอร์ส พร้อมนำเสนอแนวคิดความเห็นของเหล่านักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญภาษีที่มี  การโต้แย้งทางวิชาการให้เห็นกันอย่างเผ็ดร้อน

     ขอแนะนำ อินเทอร์เน็ต  และ อิเล็กทรอนิกส์คอมเมอร์ส

         การดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศด้วยการส่งตัวแทนหรือตัวกลางไปในอีกประเทศเพื่อ เสนอขายสินค้าให้แก่ลูกค้านั้น ค่อยๆ เปลี่ยน รูปแบบไปเมื่อเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเริ่มพัฒนามากขึ้น ส่งผลให้บทบาทของตัวแทนหรือตัวกลางค่อยๆ ลดความสำคัญลง ผู้ขายสามารถติดต่อ, เสนอรูปแบบสินค้า, เจรจาเรื่องราคา และทำการตกลงขายสินค้าของบริษัทได้โดยตรงกับลูกค้าโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปหาลูกค้า หรือนัดพบกับลูกค้าเพื่อเจรจาตามประเทศต่างๆ     แต่สามารถดำเนินธุรกิจและธุรกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เทคโนโลยี อาทิ เว็บไซต์ และ อีเมล์  ในทางกลับกันลูกค้าเองก็ไม่จำต้องพบปะกับผู้ขายในการติดต่อธุรกิจหรือทำธุรกรรมใดๆ เสมอไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นผลของอินเทอร์เน็ตเทคโนโลยี

         อินเทอร์เน็ต (Internet) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า อินเทอร์คอนเนกเตด เน็ตเวิร์ก (Interconnected Networks) ถือเป็นช่องทางที่สำคัญมากสำหรับการดำเนินธุรกิจรูปแบบนี้ มันเป็นช่องทางเดียวที่คอมพิวเตอร์เป็นล้านล้านเครื่องสามารถติดต่อเชื่อมโยงสื่อสารถึงกันได้ และเป็นช่องทางที่ซึ่งข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจและไม่เกี่ยวกับธุรกิจ วิ่งไหลไปมาหาสู่ซึ่งกันและกัน เปรียบได้ง่ายๆ ก็เป็นระบบสายโทรศัพท์ที่ถูกใช้เป็นช่องทางการสื่อสารกันระหว่างสายต้นทางกับสายปลายทาง บ้างก็เปรียบอินเทอร์เน็ตเป็นท่อที่สามารถลำเลียงสิ่งต่างๆ จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เซียนคอมตัวจริงเสียงจริง นายเกรก บาเรต ซีอีโอของ Intel บริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ อธิบายฉีกแนวออกไปในทำนองว่า อินเทอร์เน็ตนั้น ความจริงก็คือตลาด เป็นตลาดที่มีผู้ซื้อผู้ขายหลากหลายมากมายจากทุกมุมโลก เกรก บาเรต เรียกมันว่าเป็นตลาดแห่งทวีปที่เจ็ด (คือ เป็นทวีปใหม่) และเป็นตลาดแห่งอนาคต คำจำกัดความที่ฉีกแนวดังกล่าวน่าสนใจตรงที่ว่า เป็นเสมือนคำทำนายที่ได้พูดขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2539 ในขณะที่อินเทอร์เน็ตยังไม่พัฒนาและไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก และคำทำนายดังกล่าวปรากฏเป็นจริงอย่างแจ่มชัดที่สุดแล้วในปัจจุบัน

         ส่วนคำว่า อิเล็กทรอนิกส์คอมเมอร์ส นั้น เป็นกิจกรรมที่ทำกันโดยผ่านระบบท่อส่งอินเทอร์เน็ต ซึ่งหมายความรวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลดิจิตอล, การสื่อสารและการทำธุรกรรมต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง ในเชิงพาณิชย์ คำนี้มีพัฒนาการมาจากคำว่า       อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้า อินเตอร์เชนจ์ (Electronic Data Interchange) ซึ่งเป็นช่องทางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารเป็นการภายในของหน่วยงานจำพวกชิปปิ้ง, สายเดินเรือระหว่างประเทศ และธุรกิจสายการบิน เป็นต้น คำนี้เป็นคำเก่าแก่ที่ถูกพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาเป็นอิเล็กทรอนิกส์คอมเมอร์ส ในภายหลัง

         ถ้าจะให้ความหมายอย่างกว้าง กิจกรรมพาณิชย์ทุกชนิดที่ได้กระทำผ่านทางอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจการค้าหรือไม่ก็ถือรวมๆกันว่าเป็นอิเล็กทรอนิกส์คอมเมอร์ส     ทั้งสิ้น แต่ถ้าจะอธิบายให้ความหมายอย่างแคบ อิเล็กทรอนิกส์คอมเมอร์ส ก็จะหมายถึงความสามารถในการทำกิจกรรมพาณิชย์ต่างๆ แบบนิรนามหรือแบบไร้ตัวตน โดยไม่มีความจำเป็นต้องมีผู้แทนหรือสถานประกอบธุรกิจใดๆ ในรัฐแหล่งเงินได้ หรือแม้แต่การพบปะกันทางกายภาพแต่อย่างใด

         รัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ให้ความสำคัญกับความหมายของอิเล็กทรอนิกส์คอมเมอร์ส โดยบัญญัติศัพท์นี้อยู่ภายใต้มาตรา 155(4) ของ US Internet Tax Freedom Act และ ข้อ 1.3 และ 1.4 ของ UK’s Tax Agenda รัฐบาลของทั้งสองประเทศบัญญัติศัพท์นี้โดยมีสาระสำคัญที่สอดคล้องกัน โดยให้หมายรวมไม่แต่เพียงเฉพาะกิจกรรมทางการค้าบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่มีการรับจ่ายเงิน แต่รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งที่มีและไม่มีการชำระค่าตอบแทน

         ช่องทางของอินเทอร์เน็ต และกิจกรรมอิเล็กทรอนิกส์คอมเมอร์สที่พัฒนาแพร่ขยายกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้  ช่องทางนี้ถูกนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศมากขึ้น เพราะช่องทางนี้สามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกอี-เทรดเดอร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยชน์ทางภาษี ความสามารถและโอกาสในการดำเนินธุรกิจและ ธุรกรรมระหว่างประเทศโดยไร้ตัวตนนี่แหละที่เป็นจุดที่ถูกเพ่งเล็งจากหน่วยงานภาษีของรัฐต่างๆ ที่กำลังประเมินสถานการณ์ และพยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างจุดเกาะเกี่ยวให้ได้โดยยึดหลักความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่อี-เทรดเดอร์มีต่อรัฐแหล่งเงินได้เพื่ออ้างเขตอำนาจภาษีเหนือ อีเทรดเดอร์และเงินได้จากธุรกรรมเหล่านี้

     ตัวละครสำคัญในทวีปที่เจ็ด

        ตัวละครที่สำคัญบนเวที อี-คอมเมอร์ส ซึ่งมีด้วยกันอยู่ 3 ตัวหลัก คือ เวบไซต์, เซิฟเวอร์ และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ซึ่งตัวละครเหล่านี้ ถือเป็นสื่อกลางที่สำคัญมากระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ และยังเป็นตัวละครที่กำลังถูกจับตามองจากเจ้าหน้าที่ภาษีของรัฐต่างๆ     เพื่อใช้เป็นจุดเกาะเกี่ยวที่จะสามารถเชื่อมโยงไปยัง อี-เทรดเดอร์ได้ เพราะตัวละครเหล่านี้ทำหน้าที่เปรียบได้กับเป็นตัวกลางในธุรกิจรูปแบบปรกติ ถ้าปราศจากตัวกลางเหล่านี้แล้ว ธุรกิจหรือธุรกรรมต่างๆ ก็ไม่สามารถดำเนินไปได้บนไซเบอร์สเปซ

    หน้า 1 2   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.