หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    ธันวาคม - 2561 
    อา
    พฤ
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    19
    20
    21
    22
    23
    24
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    การซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจจาก ปรส.ถือเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์หรือไม่


    คำวินิจฉัยย่อ

    โจทก์ซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจจากบริษัทเจ้าหนี้เดิมผู้ขายโดยองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เป็นผู้จัดการประมูลทำให้โจทก์ได้รับโอนมาซึ่งสิทธิเรียกร้องจนอยู่ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญากู้เงินหรือสัญญาขายลดตั๋วเงินต่อลูกหนี้เดิมหลายรายและโจทก์ได้ดำเนินการติดตามทวงถามเพื่อให้ได้รับชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยจากลูกหนี้ทุกราย การกระทำของโจทก์ย่อมต้องด้วยลักษณะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามประมวลรัษฎากรมาตรา 91/2 (5).
     
    คำพิพากษาย่อ
    โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ประกอบกิจการค้าเครื่องจักรฯ และยานพาหนะทุกชนิด จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะลงวันที่ 9 ธันวาคม 2546 ให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากรายรับประเภทดอกเบี้ยสำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2544 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2546 โจทก์ได้ชำระภาษีตามการประเมินของจำเลยและอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาจำเลยโดยสำนักบริหารภาษีธุรกิจขนาดใหญ่มีหนังสือลงวันที่ 27 สิงหาคม 2547 แจ้งเหตุผลในการประเมินภาษีเพิ่มเติมให้โจทก์ทราบ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2548 โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้ลดเบี้ยปรับแก่โจทก์คงเหลือจำนวนเงินตามการประเมินทั้งสิ้น 5,925,315.87 บาท โจทก์เห็นว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและ
    คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากดอกเบี้ยที่โจทก์ได้รับจากลูกหนี้ที่รับซื้อมาจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ไม่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ การที่โจทก์ซื้อสินทรัพย์ในกรณีนี้มิใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้และการซื้อหนี้สินเชื่อธุรกิจจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) โจทก์มีวัตถุประสงค์ที่จะนำมาบริหารโดยเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการมิใช่เป็นการประกอบกิจการธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารที่มีวัตถุประสงค์ในการให้การกู้ยืมหรือให้สินเชื่อทางการเงินแก่ลูกค้า แต่กรณีสินทรัพย์ที่เป็นสินเชื่อทางธุรกิจของสถาบันการเงินที่โจทก์รับซื้อเป็นสินเชื่อประเภทหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของสถาบันการเงินที่ลูกหนี้ผิดนัดในการชำระหนี้มาเป็นเวลานาน เป็นลูกหนี้ชั้นต่ำกว่ามาตรฐานที่มีความไม่แน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้หรือไม่ มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 37 และหนังสือของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ ธปท. ง. (ว.) 1236/2541 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 กำหนดไว้ว่าเมื่อลูกหนี้มีปัญหาในการชำระดอกเบี้ยหรือต้นเงินหรือมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับความสามารถในการชำระคืนต้นเงินหรือดอกเบี้ย ให้สถาบันการเงินระงับการรับรู้ดอกเบี้ยค้างรับเป็นรายได้ตามเกณฑ์สิทธิและต้องบันทึกยกเลิกรายการดอกเบี้ยค้างรับที่ได้บันทึกบัญชีเป็นรายได้ออกจากบัญชีด้วย และการบันทึกรายได้ดอกเบี้ยรับหลังจากนั้นให้ถือปฏิบัติตามเกณฑ์เงินสดซึ่งสอดคล้องกับคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2528 ดังนั้นดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญากู้ในสินเชื่อที่โจทก์รับซื้อมาจึงไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ของโจทก์ การประมูลซื้อสินทรัพย์จาก ปรส. ของโจทก์ เป็นการเสนอซื้อเฉพาะส่วนของต้นเงินที่ค้างชำระโดยไม่รวมดอกเบี้ย อีกทั้งมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 42 ก็กำหนดให้โจทก์ไม่ต้องรับรู้ดอกเบี้ยเป็นรายได้ ในกรณีของสินทรัพย์ที่เป็นหนี้เสีย โจทก์มีรายรับจากการได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ซื้อมา 2 ราย ซึ่งเป็นการได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คำพิพากษาระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเงินจำนวน 235,542,739.73 บาท เป็นเงินต้นทั้งจำนวนไม่มีส่วนของดอกเบี้ยค้างชำระรวมอยู่ด้วย และเงินต้นจำนวนดังกล่าวก็ยังน้อยกว่ายอดหนี้ต้นเงินที่ค้างชำระตามสัญญาที่โจทก์ประมูลซื้อมา แต่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ประเมินภาษีโดยเฉลี่ยสัดส่วนของเงินต้นและดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่โจทก์ซื้อมาเพื่อทำการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะทั้งที่ดอกเบี้ยโจทก์ยังมิได้รับชำระจากลูกหนี้แต่อย่างใด และยังไม่มีความแน่นอนว่าจะได้รับชำระหนี้จากดอกเบี้ยดังกล่าวหรือไม่ จึงเป็นการประเมินที่ขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาล หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและหนังสือแจ้งเหตุผลในการประเมินเพิ่มเติมของจำเลยเป็นคำสั่งทางปกครองที่มิได้ระบุเหตุผลที่ถูกต้องครบถ้วนจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีสิงหาคม 2544 โดยแจ้งการประเมินเกินกว่า 2 ปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี โดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีหรืออธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีจึงขาดอายุความการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภธ. 73.1) เลขที่ ก 02/01005300/06/000014 ลงวันที่ 9 ธันวาคม 2546 หนังสือขอเพิ่มเติมเหตุผลในหนังสือแจ้งการประเมินที่ กค. 0724/ก 02/019207 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2547 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ภญ. (อธ. 4)/1/2548 ลงวันที่ 25 เมษายน 2548 ให้จำเลยคืนเงินภาษีพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

    (ติดตามเนื้อหาเต็มได้ในวารสารสรรพากรสาส์นประจำเดือนพฤษภาคม 2558)

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.