หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    สิงหาคม - 2561 
    อา
    พฤ
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    18
    19
    22
    25
    26
    27
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    ฎีกาภาษี : การขายห้องชุดต้องใช้ราคาใดในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

    คำวินิจฉัยย่อ
              รายรับที่จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหมายความว่าเงินทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใดๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับ คำว่า “มูลค่า” หมายความว่าราคาตลาดของทรัพย์สิน กิจการ ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใดๆ และคำว่า “ราคาตลาด”หมายความว่าราคาที่ซื้อขายกันหรือที่คิดค่าบริการกันตามความเป็นจริงในขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่าราคาซื้อขายห้องชุดที่โจทก์ขายให้ลูกค้าต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน มีที่มาจากต้นทุนอย่างไร ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นเป็นอย่างไรจึงมีผลให้โจทก์ประเมินราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมที่ดิน กรณีนี้จึงมีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่าราคาห้องชุดที่โจทก์ขายให้ลูกค้าเป็นราคาต่ำกว่าราคาที่ควรซื้อขายกันตามปกติในขณะนั้น ราคาดังกล่าวจึงมิใช่ราคาตลาดในขณะนั้น การกระทำของโจทก์จึงเป็นการโอนทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยถือราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมที่ดิน ณ วันโอนกรรมสิทธิ์เป็นราคาตลาดได้
     
    คำพิพากษาย่อ  
    โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์     
    จำเลยให้การว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง
    ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ ภธ. 73.1 เลขที่ 03013280 – 25461013-006-0045 ถึง 0046 และ 03013280 – 25461013-006-0048 ถึง 0053 (ที่ถูก 03013280 – 25461013-006-00045 ถึง 00046และ 03013280 – 25461013-006-00048 ถึง 00053) ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2546 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 3 (อธ. 2) /397/ 2547 ถึงเลขที่ สภ. 3 (อธ. 2)/404/2547ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2547 เฉพาะในส่วนเบี้ยปรับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
    โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
    ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2546เจ้าพนักงานประเมินออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 03013280 – 25461013-006-00จ45 ถึง 00046 และ 03013280 – 25461013-006-00048 ถึง 00053 และวันที่ 27 ตุลาคม 2546 ออกหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 03013280 –25461027-006-00056 มายังโจทก์ โดยอ้างว่าโจทก์ยื่นรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ไว้ไม่ครบถ้วนถูกต้อง เนื่องจากโจทก์นำราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายมาเป็นฐานในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นการไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินแจ้งว่าโจทก์ต้องนำราคาประเมินของกรมที่ดินที่สูงกว่ามาเป็นฐานคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15 (2), 91/16 (2) ประเมินเรียกเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 953,145.06 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่นอีกร้อยละ 10ของจำนวนภาษีธุรกิจเฉพาะ และเบี้ยปรับเงินเพิ่ม 285,956.73 บาท รวมทั้งสิ้น 3,145,518 บาท ตามเอกสารหมาย จ. 1 แผ่นที่ 8 ถึง 16โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามเอกสารหมาย ล. 3 แผ่นที่ 140 ถึง 143 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องแล้ว กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน ให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย แต่เงินเพิ่มไม่อาจงดหรือลดได้ตามเอกสารหมาย ล. 3 แผ่นที่ 32 ถึง 55 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้
    ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า การประเมินโดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 (2) และมาตรา 91/16 (2) เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดจนทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไปเท่านั้น จะถือว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินเป็นราคาตลาด และเป็นรายรับที่โจทก์ต้องนำมาเสียภาษีไม่ได้ เนื่องจากราคาที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้าในขณะทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เป็นราคาตลาดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/1 (3) โจทก์จึงมิได้ขายห้องชุดต่ำกว่าราคาตลาด กรณีของโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ยื่นรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องยื่น หรือยื่นไม่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินไม่อาจนำมาตรา 91/15 (2) และมาตรา 91/16 (2) มาใช้แก่กรณีโจทก์ได้นั้น จำเลยมรนางสาวลัดดาวัลย์ รักไทยแสนทวี เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีมาเบิกความว่า จากการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายห้องชุดของโจทก์ จำนวน 17 ห้อง ที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร กรมที่ดิน ส่งมาให้แล้วเห็นว่าการขายห้องชุดทั้ง 17 ห้อง ตามเอกสารหมาย ล. 1 แผ่นที่ 110 โจทก์จะต้องนำรายรับที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ตามบันทึกถ้อยคำการชำระภาษีอากร (ท.ด.10) เปรียบเทียบกับราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอน แล้วแต่อย่างใดมากกว่า มาถือเป็นรายรับในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่โจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะโดยใช้ราคาซื้อขายจริงเป็นฐานในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะซึ่งต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดิน แสดงว่าโจทก์ยื่นยอดรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ต่ำไป โจทก์จึงต้องรับผิดชำระภาษีเพิ่มเติม พร้อมเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีท้องถิ่น ส่วนโจทก์มีนางสาวอัจฉรา เจริญสัตย์ พนักงานของบริษัทโจทก์มาเบิกความว่า เมื่อมีการทำสัญญาจะซื้อจะขายกับลูกค้า แบ่งเป็นเงินจอง เงินสัญญา เงินงวดรายเดือน และงวดสุดท้ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โจทก์จะนำเงินที่ได้รับชำระเป็นรายรับในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามจำนวนงวดที่ผ่อนชำระ โดยในขณะที่โจทก์นำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะยังไม่มีราคาประเมินของกรมที่ดิน เนื่องจารกราคาประเมินถูกกำหนดในภายหลัง ฐานในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะคือรายรับที่เกิดจากการขายห้องชุดตามที่ตกลงซื้อขายกัน เจ้าพนักงานประเมินจะนำราคาประเมินทุนทรัพย์ของอาคารชุดมาถือเป็นราคาตลาดและถือเป็นรายรับที่ต้องนำมาเสียภาษีไม่ได้ กรณีของโจทก์ยังไม่มีข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีรายรับเกินกว่าที่ยื่นรายการ จึงถือไม่ได้ว่ายื่นรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องยื่นหรือยื่นไม่ครบถ้วน เจ้าพนักงานประเมินไม่สามารถนำมาตรา  91/15 (2) และมาตรา 91/16 (2) มาใช้แก่โจทก์ได้ เห็นว่าประมวลรัษฎากรมาตรา 91/5 บัญญัติว่า “ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ ... (6) สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) รายรับจากการประกอบกิจการ คือรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ ทั้งสิ้น” และมาตรา 91/1 บัญญัติว่า (1) รายรับ หมายความว่า เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใดๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึงได้รับ (2) มูลค่า หมายความว่า ราคาตลาดของทรัพย์สิน ของกิจการ ของค่าตอบแทน หรือของประโยชน์ใดๆ”  อันแสดงให้เห็นว่า รายรับที่ต้องนำมาเป็นฐานในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะมิได้จำกัดเฉพาะที่เป็นตัวเงินที่ได้รับจริงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใดๆ อันมีมูลค่าที่พึงได้รับอีกด้วย ซึ่งมาตรา 91/1 (3) วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ราคาตลาด หมายความว่า ราคาที่ซื้อขายกันหรือที่คิดค่าบริการกันตามความเป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง” กรณีนี้เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์กรมที่ดินมีการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยได้ความจากนางสาววิลาวัลย์ วีระกุล เจ้าหน้าที่ประเมินราคาทรัพย์สิน ส่วนประเมินราคาทรัพย์สิน กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พยานโจทก์ว่า การประเมินทุนทรัพย์อาคารชุดใช้หลักเกณฑ์ตามระเบียบของคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ของอสังหาริมทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม พ.ศ. 2535 ตามเอกสารหมาย จ. 4 แผ่นที่ 8 หมวด 3 โดยประเมินราคาห้องชุดลุมพินีทาวเวอร์ของโจทก์เทียบเคียงกับอาคารชุดมโนรม อาคารชุดซีทีไอทาวเวอร์ และอาคารชุดไทยวาทาวเวอร์ ส่วนอาคารห้องชุดแอลพีเอ็นทาวเวอร์ของโจทก์ประเมินโดยเทียบเคียงกับอาคารชุดอินโดไทย และอาคารชุด เอส. แอน. ดี คอนโดมิเนียม แล้วจัดทำรายงานการประเมินราคากรรมสิทธิ์ห้องชุดตามเอกสารหมาย จ. 5 และ จ. 6 ซึ่งเห็นได้ว่า การกำหนดราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดดังกล่าวมีรายละเอียด หลักเกณฑ์ และเหตุผลที่แสดงถึงมูลค่าอย่างต่ำของราคาซื้อขายที่โจทก์พึงได้รับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ การที่โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะจากราคาขายห้องชุดตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียน ณ กรมที่ดินในวันโอนกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นราคาตลาด ซึ่งราคาห้องชุดทั้ง 17 ห้อง เป็นราคาต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่โจทก์มิได้นำสืบพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่า ราคาขายห้องชุดที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับลูกค้าและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่โจทก์อ้างว่าคือราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ได้กระทำก่อนวันโอนกรรมสิทธิ์นั้น มีที่มาจากต้นทุนอย่างไร ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์และภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นเป็นอย่างไรจึงมีผลให้โจทก์กำหนดราคาซื้อขายต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์ของกรมที่ดิน นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในขั้นตรวจสอบ เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือเชิญพบถึงกรรมการผู้จัดการโจทก์ นางสาวอัจฉรา เจริญสัตย์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้มาพบเจ้าพนักงานประเมินและแจ้งว่าหาหลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ในอาคารชุดดังกล่าวไม่พบ ทั้งโจทก์ก็มิได้นำผู้ซื้อแต่ละรายมาเบิกความยืนยันราคาซื้อขายห้องชุดพิพาท กรณีมีเหตุผลอันควรเชื่อได้ว่า ราคาห้องชุดพิพาทตามที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินเป็นราคาต่ำกว่าราคาที่ควรซื้อขายกันตามปกติในขณะนั้น ราคาดังกล่าวจึงมิใช่ราคาตลาดในขณะนั้น พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการโอนทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่าโจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามมาตรา 91/15 (2) และกำหนดราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่โอน โดยถือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน ณ วันที่โอนกรรมสิทธิ์เป็นราคาตลาดตามมาตรา 91/16 (2) (6) แห่งประมวลรัษฎากร ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่กำหนดราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่โอนกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินในประเด็นว่าโจทก์ยื่นรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ไว้ไม่ถูกต้อง โดยอาศัยอำนาจประเมินตามมาตรา 91/15 (2) และ 91/16 (2) แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไปพิจารณาเพิ่มเติมในประเด็นเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่โอนตามมาตรา 91/16 (6) ซึ่งเป็นประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้ประเมินไว้ และโจทก์มิได้อุทธรณ์ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในประเด็นนี้จึงเป็นการวินิจฉัยโดยไม่มีอำนาจนั้น คดีนี้ได้ความจากนางสาวลัดดาวัลย์ พยานจำเลยว่า เจ้าพนักงานประเมินได้รับข้อมูลจากสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร กรมที่ดิน เกี่ยวกับการขายห้องชุดจำนวน 17 ห้อง ของโจทก์ ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 110 ถึง 134 ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าโจทก์ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะโดยใช้ราคาที่ซื้อขายกันตามสัญญา ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินอันเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์โอนทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าราคาตลาดในวันโอนโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป เจ้าพนักงานประเมินจึงประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามมาตรา 91/15 (2) และกำหนดราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดในวันที่โอน โดยถือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินในวันที่โอนกรรมสิทธิ์เป็นราคาตลาดตามมาตรา 91/16 (2) (6) แห่งประมวลรัษฎากร ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่ใช่ราคาตลาด ไม่มีเหตุอันควรที่จะประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่สูงกว่า ดังนั้น การที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาว่าเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจากราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ดินซึ่งถือว่าเป็นราคาตลาดในวันที่โอน จึงมิได้วินิจฉัยนอกเหนือไปจากการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน ทั้งยังเป็นการวินิจฉัยไปตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ ประกอบกับการกำหนดราคาทรัพย์สินตามราคาตลาดของเจ้าพนักงานประเมินก็เป็นการกำหนดตามมาตรา 91/16 (6) แห่งประมวลรัษฎากร นั่นเอง เพียงแต่เจ้าพนักงานประเมินมิได้ระบุมาตรา 91/16 (6) ไว้ในแบบแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้ครบถ้วนถูกต้องได้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงมิได้เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือจากประเด็นที่เจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินไว้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น


    (ติดตามเนื้อหาเต็มได้ในวารสารสรรพากรสาส์นประจำเดือนตุลาคม 2558)

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.