หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    กันยายน - 2561 
    อา
    พฤ
    26
    27
    28
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    19
    20
    21
    22
    23
    24
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    คำวินิจฉัยกฎหมายภาษีสรรพากร : สารพันปัญหาภาษีตามประมวลรัษฎากร
    สารพันปัญหาภาษีอากร
    ข้อหารือเดือนกันยายน 2559
     
    หนังสือที่ กค 0702/6602 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2559
              กรณีพนักงานของบริษัทฯทุจริตต่อหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทฯถือได้ว่าเป็นผลเสียหายอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการหากผลเสียหายดังกล่าวมิอาจได้กลับคืนเนื่องจากประกันหรือสัญญาคุ้มกันใดๆ บริษัทฯ มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ต้องลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผลเสียหายเกิดขึ้นซึ่งได้แก่รอบระยะเวลาบัญชีที่พนักงานทุจริตต่อบริษัทฯ เป็นเหตุให้บริษัทฯได้รับความเสียหาย
     
    หนังสือที่ กค 0702/6601 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2559
              กรณีบุคคลธรรมดาได้ทดรองจ่ายเงินแทนและเรียกเก็บเงินดังกล่าวคืนเท่ากับจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง โดยนาง จ. ไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ใดๆ เพิ่มเติมจากจำนวนเงินที่ได้ทดรองจ่ายนั้นเงินทดรองจ่ายดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่ต้องนำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใด
     
    หนังสือที่ กค 0702/6533 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2559
            บริษัทฯ ไม่มีหลักฐานสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และหนังสือรับรองหนี้ที่ต้องดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดซึ่งมีข้อความอย่างน้อยตามที่แนบท้ายประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกรณีหนี้ที่ต้องดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดลงวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 มาแสดง บริษัทฯ ย่อมไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 483) พ.ศ. 2552
           
    หนังสือที่ กค 0702/6530 ลงวันที่ 8 สิงหาคม2559
            กรณีอาคารที่อยู่อาศัยยังไม่แล้วเสร็จและลูกค้าธนาคารฯ ไม่ได้ใช้อาคารเป็นที่อยู่อาศัยในปีภาษีที่ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมตามสัญญากู้ยืมเงินเพื่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยให้แก่ธนาคารฯ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิหักลดหย่อนและยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อสร้างอาคารที่อยู่อาศัยดังกล่าวแต่อย่างใด
     
    หนังสือที่ กค 0702/6527 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2559
            ผลประโยชน์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุนผลประโยชน์ดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ช) แห่งประมวลรัษฎากรที่จ่ายจากหรือจ่ายในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อบริษัทฯชำระค่าหุ้นให้นิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยบริษัทฯ มีหน้าที่ต้องหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    เลขที่หนังสือ : กค 0702/6602 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2559
    เรื่อง          : ภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีรายจ่ายเนื่องจากการทุจริตของพนักงาน
    ข้อหารือ      : บริษัท ท. จำกัด (บริษัทฯ) หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคลกรณีรายจ่ายเนื่องจากการทุจริตของพนักงาน โดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ดังนี้
                   1. บริษัทฯ ประกอบกิจการเป็นผู้แทนจำหน่ายปิโตรเลียม โดยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2543
                   2. ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2550 พนักงานระดับผู้บริหารของบริษัทฯ (พนักงาน) ตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายขายกิจการปิโตรเลียมทั้งหมดของบริษัทฯ รวมทั้งมีอำนาจเป็นผู้เจรจาติดต่อค้าขายน้ำมันให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯ ทั้งหมดได้กระทำการทุจริต ดังนี้
                       2.1 เจรจาขายน้ำมันดีเซลให้แก่ลูกค้า รายบริษัท พ. จำกัด โดยบางครั้งตกลงราคาขายกับลูกค้าในราคาต่ำกว่าต้นทุน
                       2.2 เจรจาขายน้ำมันดีเซลให้แก่ลูกค้ารายเดียวกันข้างต้นโดยตกลงกับลูกค้าที่จะไม่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้าเนื่องจากลูกค้าประกอบกิจการขนส่งเป็นปกติธุระซึ่งเป็นกิจการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (non vat) จึงไม่สามารถใช้ภาษีซื้อไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้
                   3. จากการทุจริตของพนักงานตาม 2. ทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ บริษัทฯได้ลงบัญชีรับรู้รายได้ในราคาสูงกว่าต้นทุนตามนโยบายการขายตามปกติของบริษัทฯอีกทั้งบริษัทฯ ได้ออกใบกำกับภาษีขายและแสดงรายการภาษีขายในแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ. 30) โดยคำนวณภาษีขายจากราคาขายสูงกว่าต้นทุนปกติ แต่เมื่อบริษัทฯ ทวงถามการชำระหนี้ค่าสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่นำส่งล่วงหน้าจากบริษัท พ. บริษัทฯ ไม่สามารถเก็บหนี้บางส่วนและภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัท พ. ได้ เนื่องจากบริษัท พ. อ้างว่ามีการเจรจาตกลงราคาที่ซื้อขายและมีการเจรจาตกลงไม่เรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มไว้กับพนักงานโดยบริษัท พ. เข้าใจว่า พนักงานรายดังกล่าวมีอำนาจในการเจรจาซื้อขายสินค้าเนื่องจากเป็นผู้บริหารของบริษัทฯ
                   4. ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำทุจริตของพนักงานดังกล่าวทำให้บริษัทฯ เสียผลประโยชน์จากการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า ทั้งค่าน้ำมันซึ่งบริษัทฯ ควรได้รับชำระราคาสูงกว่าต้นทุน และภาษีมูลค่าเพิ่มที่บริษัทฯ ต้องเรียกเก็บจากราคาขาย ซึ่งทั้งสองรายการนี้ บริษัทฯได้นำมารับรู้เป็นรายได้ในทางบัญชีและทางภาษีตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (แบบ ภ.ง.ด. 50) และนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มให้กรมสรรพากรแล้ว
                   5. ต่อมาในปี 2551 บริษัทฯ ได้ดำเนินคดีกับพนักงานรายดังกล่าว โดยบริษัทฯได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการเพื่อฟ้องร้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต่อศาลอาญา ตามมาตรา 40 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2558 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษา สรุปได้ว่า พนักงาน (จำเลย) ได้กระทำการทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย
    แก่บริษัทฯ เจ้าของทรัพย์สิน ตามมาตรา 353 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นระยะเวลา 1 ปี และให้คืนเงินหรือใช้เงินแก่บริษัทฯเต็มจำนวนตามฟ้อง 61,597,988.70 บาท ซึ่งเป็นความเสียหายที่บริษัทฯ ได้รับจากการเรียกเก็บหนี้และเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากลูกค้าไม่ได้ ซึ่งขณะนี้พนักงานรายดังกล่าวถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำและยังมิได้ชดใช้เงินให้แก่บริษัทฯ แต่อย่างใด
                   6. บริษัทฯ จึงหารือว่ากรณีความเสียหายที่บริษัทฯ ได้รับจากการทุจริตของพนักงานเป็นจำนวนเงิน 61,597,988.70 บาท บริษัทฯ ไม่ได้นำมาบันทึกเป็นรายจ่าย คือ บริษัทฯได้ทยอยตั้งสำรองรายจ่ายไว้ในงบการเงิน และทำการบวกกลับเป็นรายจ่ายต้องห้ามในแบบ ภ.ง.ด.50 มาตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีปี 2551 เนื่องจากความเสียหายดังกล่าวเป็นหนี้จำนวนมาก และอยู่ระหว่างการฟ้องร้องคดีในศาลทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถลงรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ความเสียหายเกิดขึ้น บริษัทฯจึงขอให้นำเงินจำนวน 61,597,988.70 บาท มาลงเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใดบัญชีหนึ่ง ดังนี้
                       6.1 ลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2558 ซึ่งเป็นรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษา หรือ
                       6.2 ลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้มีการบังคับคดีเป็นครั้งแรกตามคำพิพากษาของศาลฎีกาเพื่อยึดทรัพย์สินของพนักงานแล้วปรากฏว่ามีทรัพย์สินไม่เพียงพอที่จะนำมาชดใช้เงินคืนแก่บริษัทฯ ได้
    แนววินิจฉัย : กรณีพนักงานของบริษัทฯทุจริตต่อหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทฯในระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน 2546 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2550 ถือได้ว่าเป็นผลเสียหายอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการหากผลเสียหายดังกล่าวมิอาจได้กลับคืนเนื่องจากประกันหรือสัญญาคุ้มกันใดๆ บริษัทฯ มีสิทธินำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (12) แห่งประมวลรัษฎากร โดยบริษัทฯ ต้องลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผลเสียหายเกิดขึ้นซึ่งได้แก่รอบระยะเวลาบัญชีที่พนักงานทุจริตต่อบริษัทฯ เป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหาย
    อย่างไรก็ดี หากบริษัทฯ ไม่สามารถลงเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผลเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นและบริษัทฯ ได้ดำเนินการฟ้องร้องพนักงานต่อศาล ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาที่ 17227/2557 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2557 ให้พนักงานซึ่งกระทำการทุจริตต่อหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สินจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทฯ คืนหรือใช้เงินเต็มจำนวนตามฟ้องให้แก่บริษัทฯ บริษัทฯ ย่อมสามารถนำผลเสียหายตามจำนวนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษามาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่ศาลมีคำพิพากษาได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (9) แห่งประมวลรัษฎากร และหากต่อมา บริษัทฯ ได้รับเงินคืนไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็ให้บริษัทฯ นำเงินทั้งหมดที่ได้รับมาลงเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
     
     
     
     
     
     
     
     
    เลขที่หนังสือ : กค 0702/6601 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2559
    เรื่อง          : ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีการให้เงินทดรองจ่ายสำหรับโครงการ “เพราะรัก” เพื่อกองทุน เพื่อผู้สูงวัย
    ข้อหารือ      : หน่วยงานแห่งหนึ่งได้จัดทำโครงการ “เพราะรัก” เพื่อกองทุนเพื่อผู้สูงวัย (โครงการฯ) เพื่อระดมทุนสนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาล เพื่อให้เป็นสถานที่ดูแลผู้สูงวัยแบบครบวงจร โดยโครงการฯ ดังกล่าวจะจัดให้มีการผลิตและจำหน่าย USB CARD บรรจุเพลงอัลบั้ม “เพราะรัก” พร้อมเสื้อยืดคอกลม เสื้อคอโปโล และกระเป๋า จำหน่ายตามช่องทางต่างๆ อย่างไรก็ดี เนื่องจากหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้จัดสรรงบประมาณที่จะมารองรับการระดมทุนในรูปแบบดังกล่าวซึ่งมีกระบวนการดำเนินงานหลายขั้นตอน จึงอนุมัติให้ นาง จ. หนึ่งในคณะกรรมการจัดหาทุนโครงการฯ โรงพยาบาลเป็นผู้ทดรองจ่ายเงินในการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยใช้ทุนทรัพย์ของตนเองผลิตและจัดทำสิ่งของเพื่อจำหน่ายไปก่อน ซึ่งในการเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายของนาง จ. คืนจากหน่วยงานดังกล่าว นาง จ. จะออกหลักฐานเรียกเก็บเงินทดรองจ่ายคืนเป็นงวดๆ ตามที่ได้ทดรองจ่ายไปจริง โดยจะทำหนังสือพร้อมใบแจ้งหนี้ซึ่งระบุโครงการ “เพราะรัก” เพื่อกองทุนเพื่อผู้สูงวัย และหลักฐานการจ่ายเงินแนบ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวจะจ่ายคืนเงินทดรองจ่ายให้นาง จ. เท่าจำนวนเงินตามหลักฐานที่จ่ายไปจริง โดยนาง จ. ไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ใดๆ เพิ่มเติมจากจำนวนเงินที่ได้ทดรองจ่ายและการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด
                   หน่วยงานดังกล่าวจึงขอทราบว่า เงินทดรองจ่ายที่นาง จ. ได้รับคืนจากหน่วยงานเท่ากับจำนวนที่ได้จ่ายไปจริงจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่
    แนววินิจฉัย : หากนาง จ. ได้ทดรองจ่ายเงินแทนหน่วยงานดังกล่าวและเรียกเก็บเงินดังกล่าวคืนเท่ากับจำนวนที่ได้จ่ายไปจริง โดยนาง จ. ไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ใดๆ เพิ่มเติมจากจำนวนเงินที่ได้ทดรองจ่ายนั้น เงินทดรองจ่ายดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร นาง จ. จึงไม่ต้องนำเงินดังกล่าวมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแต่อย่างใด











     
     





    เลขที่หนังสือ : กค 0702/6533 ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2559
    เรื่อง          : ภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้
    ข้อหารือ      : การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รายบริษัท พี จำกัด (บริษัทฯ) โดยสรรพากรพื้นที่ได้ตรวจกรณีแจ้งเลิกกิจการของบริษัทฯ โดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า
                   1. บริษัทฯ จดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2536 และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2537 บริษัทฯ ประกอบกิจการโรงพิมพ์ ต่อมาบริษัทฯ ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทฯ ซึ่ง
    นายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้แล้ว เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2552 แต่ยังมิได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี และยื่นแบบ ภ.พ. 09 แจ้งเลิกประกอบกิจการเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2553
                   2. จากการตรวจกรณีการแจ้งเลิกกิจการ พบว่า บริษัทฯ เป็นลูกหนี้ของธนาคาร น. จำกัด ต่อมา ธนาคารฯ ได้ทำสัญญาโอนสินทรัพย์ในมูลหนี้สินต่างๆ ของบรรดาลูกหนี้ของธนาคารฯ ฉบับลงวันที่ 10 กันยายน 2551 ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. จำกัด หลังจากนั้นในปี 2552 บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ ได้พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทฯ และได้พิจารณาอนุมัติให้บริษัทฯ ชำระหนี้เสร็จสิ้นจำนวน 15,000,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าจำนวนหนี้ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ ได้รับโอนมาจากธนาคารฯ
                   3. สรรพากรพื้นที่ได้พิจารณาเอกสารหลักฐานที่บริษัทฯ นำมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้แก่
                       3.1 สัญญาโอนสินทรัพย์ ฉบับลงวันที่ 10 กันยายน 2551
                       3.2 ใบสรุปนำเสนอจากคณะทำงานบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพฯ
                       3.3 ใบเสร็จรับเงินที่ออกโดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ
    แนววินิจฉัย : การยกเว้นภาษีอากรสำหรับหนี้ที่ต้องดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 483) พ.ศ. 2552 จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดและจะต้องปฏิบัติตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขกรณีหนี้ที่ต้องดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ลงวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งกำหนดว่าลูกหนี้ของสถาบันการเงินจะต้องแสดงหลักฐานสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้และหนังสือรับรองหนี้ที่ต้องดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดซึ่งมีข้อความอย่างน้อยตามที่แนบท้ายประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับดังกล่าว ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า บริษัทฯ ไม่มีหลักฐานดังกล่าวมาแสดง บริษัทฯ ย่อมไม่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 483) พ.ศ. 2552
     

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.