หน้าแรก     แผนผังเว็บไซต์     ติดต่อเรา           

ลงทะเบียน
 
ชื่อผู้ใช้ (ชื่อหรือชื่อบริษัท)
รหัสผ่าน (เลขที่สมาชิกหนังสือ)
  • ลืมรหัสผ่านสมาชิก
  •  
       
    กรอก Email รับข่าวสาร
     
     

    มิถุนายน - 2561 
    อา
    พฤ
    27
    28
    29
    30
    31
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
    8
    9
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    19
    20
    21
    22
    23
    24
    25
    26
    27
    28
    29
    30
    1
    2
    3
    4
    5
    6
    7
       >> รายการสัมมนาทั้งหมด
       >> สถานที่อบรม-สัมมนาทั้งหมด

    ค่าลดหย่...
       
    อัตราภาษ...
       
    ซื้อกระเ...
       
    เงินได้ต...
       
    กรณีบริษ...
       
     

    สัมภาษณ์พิเศษท่านจิตรมณี สุวรรณพูล
       
    เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล
       
    การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของเงินจองหรือเงินดาวน์
       
     
     
     

    รู้ครบประเภทสัญญา คลายปัญหาภาระภาษี
    รู้ครบประเภทสัญญา คลายปัญหาภาระภาษี
    กัมปนาท บุญรอด*
             
               สัญญา คือ นิติกรรมชนิดหนึ่งแต่เป็นนิติกรรมที่มีบุคคล 2 ฝ่าย หรือมากกว่านั้นมาตกลงกัน โดยแสดงเจตนาเสนอและสนองตรงกันก่อให้เกิดสัญญาขึ้น สัญญาย่อมก่อให้เกิดหนี้เกิดความผูกพันระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชําระหนี้ได้ตามกฎหมาย
               เมื่อเกิดสัญญาขึ้นสิทธิหน้าที่ตลอดจนความรับผิดของคู่สัญญาก็มักจะเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นทางแพ่งหรือภาษีอากร ในส่วนของประมวลรัษฎากรนั้น การพิจารณาว่าเป็นสัญญาประเภทใดนั้นมีความสำคัญเพราะจะมีผลต่อภาระภาษีตามประมวลรัษฎากร ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องเข้าใจในหลักเกณฑ์เงื่อนไขของสัญญาประเภทต่างๆ เพื่อจะได้นำมาปรับใช้กับประมวลรัษฎากร ข้อตกลงจะเป็นสัญญาประเภทใดนั้น จะต้องดูจากเนื้อหาสาระของข้อตกลงเป็นสำคัญ หาใช่ดูแต่เพียงชื่อของสัญญา โดยผู้เขียนมีกรอบการนำเสนอดังนี้
    1. สาระสำคัญ
              สัญญา คือ นิติกรรมสองฝ่ายที่คำเสนอและคำสนองต้องตรงกันตามวัตถุประสงค์ของสัญญา เมื่อ
    คำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกันสัญญาจะเกิดขึ้นหรือไม่ มีข้อพิจารณาดังนี้[1]
                       (1) หากเป็นสัญญาที่ไม่มีแบบ เมื่อคำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกัน สัญญาย่อมเกิดขึ้นทันที่ เช่น สัญญาจ้างทำของตามมาตรา 587 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาแปลงหนี้ใหม่ตามมาตรา 350 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[2] เป็นต้น
                       (2) หากเป็นสัญญาที่ต้องทำตามแบบ แม้คำเสนอและคำสนองถูกต้องตรงกันแล้วก็ตาม หากคู่สัญญาไม่ไปทำตามแบบอีกครั้งหนึ่ง สัญญาย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 152 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์


    *นิติกร กองกฎหมาย กรมสรรพากร
    [1] ก้องวิทย์ วัชราภรณ์ กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมสอบ นิติกรรม สัญญา หนี้ 2557 หน้า 141
    [2] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2339/2551 วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 350 มิได้บัญญัติว่าต้องทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่เป็นหนังสือระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้คนใหม่ การแสดงเจตนาด้วยวาจาโดยมีคำเสนอและคำสนองตรงกันก็ถือว่าเป็นการแสดงเจตนาทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ต่อกันได้แล้ว

    หน้า 1   


    จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต

     

    Copyright © 2006 สรรพากรสาส์น All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
    สรรพากรสาส์น ชั้น 1 อาคารสวัสดิการ กรมสรรพากร เลขที่ 90 ถนนพหลโยธิน ซอย 7 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
    โทร 02-617-3239, 02-272-9558, 02-272-9559
    Design by: b plus j Co., Ltd.